19.10.51

โรคไ่ม่ทัก

คุณมีโรคประจำตัวกันบ้างมั้ยครับ

ผมเป็นโรคโรคนึง ขอตั้งชื่อให้ว่า

โรคไม่ทัก

ผมเป็นคนที่ตาเหยี่ยวพอสมควร ตั้งแต่การมองสาวจนโตขึ้นมารู้จักคนมากขึ้น ก็เห็นคนรู้จักเยอะแยะเดินผ่านเจอกันโดยบังเอิญ

แต่ผมชอบเป็นโรคไม่ทัก

โรคไม่ทักนี่ไม่ใช่โรคไม่อยากทักนะครับ เราไม่ได้ไม่อยากทัก แล้วก็ไม่ได้อยากทักด้วย
เพราะถ้าอยากทัก ก็คงทักไปแล้ว
ส่วนใหญ่คนที่เจอแล้วจะเป็นโรคนี้ คือคนที่มีการปฏิสัมพันธ์แบบ มัชฌิมภูมิ ...คือแบบกลางๆ ไม่ปฐม ไม่ปัจฉิม
แบบที่เราชอบคิดไปเองว่า ทักไปกูก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรต่อ
แต่ลึกๆก็อยากคุยกับคนที่ไม่เจอกันนาน เพราะมันเติมความชื้นให้กับหัวใจได้เสมอ
ยิ่งสนิท ยิ่งมีเบื้องหลัง ยิ่งชุ่มฉ่ำ

วันนี้ผมพึ่งเจออาจารย์สมัยเรียนคนหนึ่ง ท่านนี้สอนน้องชายผมตอนอยู่อนุบาลให้เข้าโรงเรียน
แล้วก็สอนวิชา...งานเกษตรให้ผมมั้ง เลือนไปแล้วครับความทรงจำ
ที่ผมเห็นแน่ๆคือท่านแก่ขึ้นมาก
เราขึ้นรถเมล์สายเดียวกัน
เราวิ่งจากจุดเดียวกัน
เราลงคนละจุด
และเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย
บางครั้งการสังเกตคนที่เรารู้จักอยู่คนเดียว ก็ได้รับรู้อะไร จากที่เห็น
และจากที่รู้สึก
ผมสังเกตอากัปกิริยาของท่านตลอด...ก็คิดถึงพอสมควร แต่จังหวะไม่เป็นใจ ไ่ม่ใช่สิ ไม่บังคับให้ผมต้องคุยมากกว่า

อีกกรณี เป็นกรณีที่ทำให้ผมอยากเปลี่ยนนิสัยนี้มาก
ณ รถไฟฟ้า พาหนะที่พบคนรู้จักมากที่สุดในประวัติศาสตร์
วันสงกรานต์ปีนี้ 2550 สายตาผมเหลือบไปเห็นเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่สนิทนัก ...ไม่ใช่สิ แทบไม่ได้คุยเลย 12 ปี ด้วยความที่มันอยู่กลุ่มเฮ้วๆ ที่โดยส่วนตัวเราก็ไม่ค่อยชอบการรวมตัวใหญ่ๆของใคร จึงนิ่งเฉย อยู่กับที่ พยายามไม่ให้สายตาไปปะทะ

แต่แล้ว... จู่ๆ... ก็มีเสียงเรียกชื่อผม
เฮ็ย ทำไมมันพูดคุยกับเราอย่างร่าเริงที่ได้เจอวะ คือเรารู้สึกน่ะครับ รู้สึกผ่านบทสนทนา ความ Alert นี้มันอะไรกัน
อยู่โรงเรียนนี่นับคำได้นะ แค่เป็นเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมเพศ(...)
แต่ทำไม นายคุยกับเราอย่างรัวปืนกล แล้วก็ผิดคาดฉันขนาดนี้
นี่มันอะไรกันวะเนี่ย กูอุตส่าห์จะหลบมึงนึกว่าคุยแล้วเจื่อน
แต่มึงจริงใจขนาดนี้
ครั้งนั้นผมรู้สึกผิดต่อเพื่อนคนนี้มาก และอยากจะแก้นิสัยนี้จริงๆ
แต่จนบัดนี้ ผมก็ไม่ได้คุยกับอีกมากมายคนเคยรู้จัก ที่ผ่านมาเจอ
และไม่แน่อาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเราคนใดคนหนึ่ง

แค่เพียงกลัวเจื่อน
เท่านั้นเอง

ผมรักมือที่มองไม่เห็น

อะไรที่เห็นชัดเจนมันย่อมดูว่าตัดสินได้
แต่เชื่อไหมว่าคนไทย ... อย่างผม ที่ชอบเื่รื่องราวที่มองไม่เห็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าจริงไม่จริง ชัวร์ไม่ชัวร์
แต่ลึกลับ น่าค้นหา น่าศึกษา และน่ามุดไปดูมาก

สถาบันกษัตริย์คือหนึ่งในนั้น
ผมไม่ใช่คนที่เทิดทูนสถาบันเป็นชีวิตและจิตใจ บ่อยครั้งจึงจะเกิดอาการตั้งคำถามบ่อยครั้งว่าคนไทยเป็นอะไรมากเกินไป ใช้ใจนำหัว หรือใช้ความชินตัวนำความคิด
แต่ขณะนี้กับสถานการณ์บ้านเมืองนี้ ผมพึ่งรู้สึกว่า สถาบันกษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เนื่องจากการแสดงท่าที "เลือกฝั่ง" (ที่คนหลายคนบอกให้เลือกระหว่างความดีกับความชั่ว ซึ่งกูจะรู้ได้ยังไงวะ ต่างคนมึงก็บอกว่าตัวเองดี)

ส่วนหนึ่งผมรู้สึกดี ที่ได้รับความรู้สึกว่าท้ายสุด เราก็คนเหมือนกัน
แต่อีกส่วนก็รู้สึแย่ ที่ความเชื่อลึกๆ ถูกสั่นคลอน และอะไรๆกำลังจะเปลี่ยนไป

เพราะผมเริ่มเห็นมือนั้นกับตาแล้ว

แม้ว่าเราไม่ควรเชื่ออะไรที่ตาเห็น หรือเหมือนสัมผัสได้จริงก็ตาม แต่มันก็ปวดใจไม่น้อย
เหมือนการค้นพบอีกทวีปของโลก ค้นพบอีกจุดบอดหนึ่งที่จะไม่ลึกลับอีกต่อไป...
เป็นการคิดแบบหยาบ เปรียบชีวิตเหมือนดังแผนที่สองมิติ

ไม่ว่าจะภาพราชินีในงานศพ
คำของคุณสนธิที่บอกว่าสื่อบิดเบือนการให้สัมภาษณ์ของพระเทพ

สถาบันกษัตริย์กำลังจะถึงเวลาบูรณาการอีกครั้ง
จะเป็นในรูปแบบใดผมยังสงสัยและหวั่นใจอยู่เนืองๆ

หวั่นใจในความแปรผันของประเทศเรา
และความเชื่อที่ว่าสถาบันต้องเป็นกลางทางด้านการเมือง

ก็แหม คนเราต้องเลือกข้างกันทุกคนใช่ไหม

ใช่ไหม